วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551

หลักการแก้ปัญหากับภาษาคอมพิวเตอร์

แบบฝึกหัดบทที่ 6

1)ให้นักเรียนวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหาต่อไปนี้

1.1 การหาพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมใดๆ เมื่อสูตรในการคำนวณพื้นที่รูปสามเหลี่ยม คือ 1/2 x ความสูง x ฐานตอบ

1) การระบุข้อมูลเข้า (Input) คือ ความสูง และค่าความยาวฐาน

2) การประมวลผล (Process) คือ นำข้อมูล ความสูง และค่าความยาวฐาน มาแทลงใน 1/2 x ความสูง x ฐาน

3) การระบุข้อมูลออก (Output) คือ จากโจทย์คำตอบของปัญหาคือ พื้นที่คือ รูปสามเหลี่ยม

1.2 การคำนวณหาจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากแบบประจำที่มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8ต่อปี เมื่อนายสมชายฝากเงินครบ 5 ปี ด้วยเงินต้นครั้งแรกจำนวน 1000 บาท
ตอบ 1) การระบุข้อมูลเข้า (Input) คือ สมชายฝากเงินครั้งแรกจำนวน 1000 บาท , สมชายฝากเงินครบ 5 ปี และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8ต่อปี


2) การประมวลผล (Process) คือ ดอกเบี้ย 8% ต่อปี ปีแรก ได้ 1000 x 8/100 = 80 เงินในบัญชีปีแรก =1,080ปีที่ 2 ได้ 1080 x 8/100 = 86.4 เงินในบัญชีปีที่ 2 = 1080 + 86.4= 1,166.4ปีที่ 3 ได้ 1166.4 x 8/100 = 93.3 เงินในบัญชีปีที่ 3 = 1166.4 + 93.3 = 1,259.7ปีที่ 4 ได้ 1259.7 x 8/100 = 100.8 เงินในบัญชีปีที่ 4 = 1259.7 + 100.8 = 1360.5ปีที่ 5 ได้ 1360.5 x 8/100 = 108.8 เงินในบัญชีปีที่ 5 = 1360.5 + 108.8 = 1469.3เพราะฉะน้น y = 1469.5 บาท หรือ นายสมชายมีเงินในบัญชีธนาคารเมื่อครบ 5 ปี คือ 1469.50 บาท


3) การระบุข้อมูลออก (Output)คือ จากโจทย์คำตอบของปัญหาคือ นายสมชายมีเงินในบัญชีธนาคารเมื่อครบ 5 ปี คือ 1469.50 บาท

1.3 การคำนวณเกรดวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศให้แก้นักเรียนชั้นมัธยศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน โดยกำหนดให้คะแนนเต็มในการเก็บคะแนนและการสอบทั้งหมด ของวิชานี้คือ 100 คะแนน กฎเกณฑ์ในการให้เกรด คือ- นักเรียนที่ให้คะแนนตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป ได้เกรด 4 - นักเรียนที่ให้คะแนนระหว่าง 70-79 คะแนน ได้เกรด 3- นักเรียนที่ให้คะแนนระหว่าง 60-69 คะแนน ได้เกรด 2- นักเรียนที่ให้คะแนนระหว่าง 50-59 คะแนน ได้เกรด 1- นักเรียนที่ให้คะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน ได้เกรด 0

ตอบ 1.การระบุข้อมูลเข้า (Input) คือ จำนวนนักเรียน 30 คน,คะแนนเต็ม 100 คะแนน ,และ กฎเกณฑ์ในการให้เกรด คือ

- นักเรียนที่ให้คะแนนตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป ได้เกรด 4

- นักเรียนที่ให้คะแนนระหว่าง 70-79 คะแนน ได้เกรด 3

- นักเรียนที่ให้คะแนนระหว่าง 60-69 คะแนน ได้เกรด 2

- นักเรียนที่ให้คะแนนระหว่าง 50-59 คะแนน ได้เกรด 1

- นักเรียนที่ให้คะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน ได้เกรด 0


2. การประมวลผล (Process) คือ ต้องนำคะแนนที่ได้จากการสอบวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ และนำไปเทียบ กับ เกณฑ์ในการให้เกรด คือ

- นักเรียนที่ให้คะแนนตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป ได้เกรด 4

- นักเรียนที่ให้คะแนนระหว่าง 70-79 คะแนน ได้เกรด 3

- นักเรียนที่ให้คะแนนระหว่าง 60-69 คะแนน ได้เกรด 2

- นักเรียนที่ให้คะแนนระหว่าง 50-59 คะแนน ได้เกรด 1

- นักเรียนที่ให้คะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน ได้เกรด 0




3. การระบุข้อมูลออก (Output) คือ จากโจทย์คำตอบของปัญหาคือ เกรดวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียนชั้นมัธยศึกษาปีที่ 4 2)จากปัญหาในข้อ 1 ให้นักเรียนเขียนผังงาน เพื่อแสดงขั้นตอน วิธีในการแก้ปัญหาแต่ละข้อ1. ปัญหาการหาพื้นที่ของรูปสามเหลี่ยมใดใด








2.นายสมชายมีเงินในบัญชีธนาคารเมื่อครบ 5 ปี




3.เกรดวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียนชั้นมัธยศึกษาปีที่ 4


3.หากนักเรียนเป็นโปรแกรมเมอร์ ผู้พัฒนาโปรแกรมคำนวณเกรดเฉลี่ยของนักเรียนในโรงเรียน นักเรียนจะเลือกใช้ภาษาปาสคาล ภาษาจาวา หรือภาษาเดลฟายในการเขียนโปรแกรมดังกล่าว เพราะเหตุใด
ตอบ ภาษาปาสคาล เพราะว่าเป็นภาษาในกลุ่มโปรแกรมแบบโครงสร้าง ซึ่งมุ่งเน้นให้มีการแบ่งโปรแกรมออกเป็นส่วนย่อยๆชัดเจนจากนั้นจึงค่อยเชื่อมโยงทำให้สามารถจัดการได้โดยง่าย ภาษาปาสคาลจึงเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสำหรับสร้างพื้นฐานความคิดในการเขียนโปรแกรมโครงให้แก่นักเรียน สามารถให้ทักษะในการเขียนโปรแกรมอย่างมีหลักเกณฑ์และถูกต้อง และสามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย


ซอฟต์แวร์

แบบฝึกหัดบทที่ 5
1. จงบอกความหมายของซอฟต์แวร์
ตอบ ความหมายของซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ (computer software)หรือเรียกสั้นๆ ว่า ซอฟต์แวร์ (software)เป็นส่วนของระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ซอฟต์แวร์นั้น นอกจากจะสามารถใช้งานบนคอมพิวเตอร์ได้แล้ว ยังสามารถใช้งานบนเครื่องใช้ หรืออุปกรณ์อื่นเช่นโทรศัพท์มือถือหรือหุ่นยนต์ในโรงงานหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ คำว่า "ซอฟต์แวร์" ใช้ครั้งแรกโดย จอห์น ดับเบิลยู. เทอร์กีย์ (John W. Turkey) ในปี พ.ศ. 2500(ค.ศ. 1957) โดยแนวคิดของซอฟต์แวร์ปรากฏครั้งแรกในเรียงความของแอลัน ทัวริง ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำงานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ทำงานให้กับเราได้มากมาย เพราะว่ามีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ทำบัญชีที่ยุ่งยากซับซ้อน บริษัทขายตั๋วใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในระบบการจองตั๋ว คอมพิวเตอร์ช่วยในเรื่องกิจการงานธนาคารที่มีข้อมูลต่าง ๆ มากมาย คอมพิวเตอร์ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็นต้น การที่คอมพิวเตอร์ดำเนินการให้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลจะอยู่ที่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีความสำคัญมาก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ

2.อธิบายประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ประมวลคำนอกเหนือจากที่กล่าวในบทเรียน
ตอบ 1) สามารถสร้างข้อมูลที่ต้องการนำเสนอเป็นแผนผังองค์กร
2) สามารถสร้างข้อมูลที่ต้องการนำเสนอเป็นแผนภูมิต่างๆ หรือ กราฟได้
3) สามารถสร้างข้อมูลที่ต้องการนำเสนอเป็นรูปภาพ

3.ระบบปฏิบัติการมีหน้าที่อะไร
ตอบ ระบบปฏิบัติการ (operating system) หรือ โอเอส (OS) เป็นซอฟต์แวร์ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ระหว่างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป บางครั้งเราอาจะเห็นระบบปฏิบัติการเป็นเฟิร์มแวร์ก็ได้ระบบปฏิบัติการมีหน้าที่หลัก ๆ คือ การจัดสรรทรัพยากรในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ประยุกต์ ในเรื่องการรับส่ง และจัดเก็บข้อมูลกับฮาร์ดแวร์ เช่น การส่งข้อมูลภาพไปแสดงผลที่จอภาพ การส่งข้อมูลไปเก็บหรืออ่านจากฮาร์ดดิสก์ การรับส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย การส่งสัญญานเสียงไปออกลำโพง หรือจัดสรรพื้นที่ในหน่วยความจำ ตามที่ซอฟต์แวร์ประยุกต์ร้องขอ รวมทั้งทำหน้าที่จัดสรรเวลาการใช้หน่วยประมวลผลกลาง ในกรณีที่อนุญาตให้รันซอฟต์แวร์ประยุกต์หลายๆตัวพร้อมๆกันระบบปฏิบัติการ ช่วยให้ตัวซอฟต์แวร์ประยุกต์ ไม่ต้องจัดการเรื่องเหล่านั้นด้วยตนเอง เพียงแค่เรียกใช้บริการจากระบบปฏิบัติการก็พอ ทำให้พัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้ง่ายขึ้น

4.ลักษณะของซอฟแวร์ประยุกต์เฉพาะทาง
ตอบ ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะทาง เป็นโปรแกรมที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาสำหรับนำไปใช้งานเฉพาะด้าน หรือในอาชีพใดอาชีพหนึ่ง เช่น โปรแกรมช่วยจัดการด้านการเงิน โปรแกรมช่วยจัดการบริการลูกค้า ฯลฯ ตามปกติจะไม่ค่อยได้พบเห็นซอฟต์แวร์ประเภทนี้ในท้องตลาดทั่วไป แต่จะซื้อหาได้จากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายในราคาค่อนข้างสูงกว่าซอฟต์แวร์ที่ใช้งานทั่วไป โครงสร้างของซอฟต์แวร์เฉพาะทางมักจะประกอบด้วย ฐานข้อมูลเพื่อใช้เก็บข้อมูลลูกค้า และระบบของงาน ภายในซอฟต์แวร์ควรจะมีส่วนทำงานประมวลคำเพื่อใช้สร้างรายงาน ติดต่อโต้ตอบจดหมาย และการนัดหมายตามกำหนดการ ลักษณะของซอฟต์แวร์เฉพาะทางนี้ มีทั้งรูปแบบที่มีผู้ใช้งานคนเดียว หรือผู้ใช้งานได้พร้อมกันหลายคน ในประเทศไทยมีการใช้ซอฟต์แวร์ประเภทใช้งานเฉพาะทางอยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นซอฟต์แวร์ที่บริษัทผู้ผลิตต่างประเทศได้ออกแบบมาเพื่อรองรับงานด้านธุรกิจ ในที่นี้ได้รวบรวมจัดประเภท ไว้ดังนี้
1) ซอฟต์แวร์ระบบงานด้านบัญชี ได้แก่ ระบบงานบัญชีเจ้าหนี้ บัญชีลูกหนี้ บัญชีสินทรัพย์ถาวรและค่าเสื่อมราคาสะสม บัญชีแยกประเภททั่วไป และบัญชีเงินเดือน 2) ซอฟต์แวร์ระบบงานจัดจำหน่าย ได้แก่ ระบบงานรับใบสั่งซื้อสินค้า ระบบงานบริหารสินค้าคงคลัง ระบบงานควบคุมสินค้าแบบจำนวนและรายชิ้น และระบบงานประวัติการขาย
3) ซอฟต์แวร์ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ ระบบงานกำหนดโครงสร้างผลิตภัณฑ์ การวางแผนกำลังการผลิต การคำนวณต้นทุนของงาน การประเมินผลงานของพนักงาน การวางแผนการผลิตหลัก การวางแผนความต้องการวัสดุ การควบคุม การทำงานภายในโรงงาน การกำหนดเงินทุนมาตรฐานสินค้า และการกำหนดขั้นตอนการผลิต
4) ซอฟต์แวร์อื่น ๆ ได้แก่ ระบบการสร้างรายงาน การบริหารการเงิน การเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ และการเช่าซื้อรถยนต์

5) อธิบายประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ตารางทำงานนอกเหนือจากที่กล่าวในบทเรียนมา 3ข้อ
ตอบ 1. สามารถสร้างข้อมูลที่ต้องการนำเสนอเป็นตารางเพื่อสะดวกในการนำเสนอข้อมูล
2. สามารถคำนวณข้อมูลเป็นตัวเลขได้
3. สามารถใช้คำนวณข้อมูลทางสถิติได้

6) จงบอกประโยชน์ของซอฟต์แวร์จักการข้อมูล
ตอบ จากลักษณะความแตกต่างระหว่างระบบฐานข้อมูลกับแฟ้มข้อมูล จะเห็นได้ว่า ระบบฐานข้อมูลมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีกว่า ซึ่งหน้าที่ในการจัดการต่างๆ เป็นของซอฟต์แวร์ดีบีเอ็มเอส ผลประโยชน์จากการใช้ซอฟต์แวร์นี้ สรุปได้ดังนี้
- ควบคุมความซ้ำซ้อนของข้อมูล
- ควบคุมความปลอดภัยของข้อมูล โดยการกำหนดระดับของการเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกต้อง
- เตรียมส่วนติดต่อกับผู้ใช้ แม้ในกรณีที่มีผู้ใช้หลายๆคนพร้อมกัน
- นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่ซับซ้อนได้เป็นอย่างดี
- ควบคุมข้อบังคับต่างๆ ของข้อมูลได้อย่างถูกต้อง
- ดูแลส่วนการสำรองข้อมูล (Back up) และการกู้ข้อมูล (Recovery) ของฐานข้อมูล

7) แอสแซมบลีเป็นภาษาบาระดับใด และมีลักษณะอย่างไร
ตอบ ภาษาแอสเซมบลี เป็นภาษาระดับต่ำ ที่มีความใกล้เคียงกับภาษาเครื่อง คือ แทนที่จะเขียนคำสั่งในรูปแบบของภาษาเครื่อง ก็ใช้คำสั่งในรูปสัญลักษณ์แทน คำสั่งภาษาแอสเซมบลีหนึ่งคำสั่ง จึงแปลไปเป็นภาษาเครื่องหนึ่งคำสั่ง เป็นลักษณะคำสั่งต่อคำสั่ง อย่างไรก็ตามเพื่อให้การเขียนโปรแกรมง่ายขึ้น ภาษาแอสเซมบลีจึงมีคำสั่งอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ได้แปลไปเป็นคำสั่งภาษาเครื่อง เรียกว่า ไดเร็คทีฟ (directive) ใช้เพื่อกำหนดข่าวสารให้กับแอสเซมเบลอร์ เช่น กำหนดตำแหน่ง ขนาด และค่าเริ่มต้นของข้อมูล เป็นต้น

8) ตัวแปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่องมีกี่ประเภท อะไรบ้าง
ตอบ 1.ภาษาฟอร์แทรน
2.ภาษาโคบอล
3.ภาษาเบสิก
4.ภาษาปาสคาล
5.ภาษาซี หรือซีพลัสพลัส
6.ภาษาวิชวลเบสิก
7.การเขียนโปรแกรมแบบจิตภาพ
8.ภาษาจาวา
9.ภาษาเดลฟาย

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์


1.ความหมายของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ คือ เครื่องมือทางอิเล็คทรอนิคส์ ที่ช่วยผ่อนแรงงานทางด้านสมองให้กับมนุษย์
ระบบของคอมพิวเตอร์ (Computer System)
ระบบของคอมพิวเตอร์ จะแบ่งออกเป็น 3 ระบบ คือ
1. Hard Ware คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่เราจับต้องได้ และมองเห็น ดังนั้น อุปกรณ์ที่เป็นคอมพิวเตอร์ หรือ เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ ถือว่าเป็น Hard Ware ทั้งสิ้น
2. Soft Ware คือ โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นชุดคำสั่งที่ถูกเขียนขึ้นมาจากภาษาทางคอมพิวเตอร์ (Computer Language) เพื่อสั่งให้อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ สามารถทำงานได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ
3. People Ware คือ บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่ทำงานในงานทางด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานทางคอมพิวเตอร์นั้น ก็จะแบ่งหน้าที่ต่าง ๆ กัน


2.วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์
จุดกำเนิดของคอมพิวเตอร์
ต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์อาจกล่าวได้ว่ามาจากแนวความคิดของระบบตัวเลข ซึ่งได้พัฒนาเป็นวิธีการคำนวณต่าง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ช่วยในการคำนวณอย่างง่าย ๆ คือ" กระดานคำนวณ" และ "ลูกคิด"
ในศตวรรษที่ 17 เครื่องคำแบบใช้เฟื่องเครื่องแรกได้กำเนิดขึ้นจากนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศษ คือ Blaise Pascal โดยเครื่องของเขาสามารถคำนวณการบวกการลบได้อย่างเที่ยงตรง และในศตวรรษเดียวกันนักคณิตศาสตร์ชาวเยอร์มันคือ Gottried Wilhelm von Leibniz ได้สร้างเครื่องคิดเลขเครื่องแรกที่สามารถคูณและหารได้ด้วย
ในต้นศตวรรษที่ 19 ชาวฝรั่งเศษชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พัฒนาเครื่องทอผ้าที่สามารถโปรแกรมได้ โดยเครื่องทอผ้านี้ใช้บัตรขนาดใหญ่ ซึ่งได้เจาะรู้ไว้เพื่อควบคุมรูปแบบของลายที่จะปัก บัตรเจาะรู (punched card) ที่ Jacquard ใช้นี้ได้ถูกพัฒนาต่อๆมาโดยผู้อื่น เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ป้อนข้อมูลและโปรแกรมเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ
ต่อมาในศตวรรษเดียวกัน ชาวอังกฤษชื่อ Charles Babbage ได้ทำการสร้างเครื่องสำหรับแก้สมการโดยใช้พลังงานไอน้ำ เรียกว่า difference engine และถัดจากนั้นได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ เมื่อเขาได้ทำการออกแบบ เครื่องจักรสำหรับทำการวิเคราะห์ (analytical engine) โดยใช้พลังงานจากไอน้ำ ซึ่งได้มีการออกแบบให้ใช้บัตรเจาะรูของ Jacquard ในการป้อนข้อมูล ทำให้อุปกรณ์ชิ้นนี้มีหน่วยรับข้อมูล หน่วยประมวลผล หน่วยแสดงผล และหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ครบตามรูปแบบของคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ แต่โชคไม่ดีที่แม้ว่าแนวความคิดของเขาจะถูกต้อง แต่เทคโนโลยีในขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างเครื่องที่สามารถทำงานได้จริง อย่างไรก็ดี Charles Babbage ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของคอมพิวเตอร์คนแรก และผู้ร่วมงานของเขาคือ Augusta Ada Byron ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนโปรแกรมคนแรกของโลก

จากนั้นประมาณปี ค.ศ. 1886 Dr.Herman Hollerith ได้พัฒนาเครื่องจัดเรียงบัตรเจาะรูแบบ electromechanical ขึ้น ซึ่งทำงานโดยใช้พลังงานไฟฟ้า และสามารถทำการจัดเรียง (sort) และคัดเลือก (select) ข้อมูลได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1896 Hollerith ได้ทำการก่อตั้งบริษัทสำหรับเครื่องจักรในการจัดเรียงชื่อ Tabulating Machine Company และในปี ค.ศ.1911 Hollerith ได้ขยายกิจการโดยเข้าหุ้นกับบริษัทอื่นอีก 2 บริษัทจัดตั้งเป็นบริษัท Computing -Tabulating-Recording-Company ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และในปี ค.ศ.1924 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น International Business Corporation หรือที่รู้จักกันต่อมาในชื่อของบริษัท IBM นั่นเอง
ในปี ค.ศ.1939 Dr. Howard H. Aiken จาก Harvard University ได้ร่วมมือกับบริษัท IBM ออกแบบคอมพิวเตอร์โดยใช้ทฤษฎีของ Babbage และในปี ค.ศ.1944 Harvard mark I ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ซึ่งมีขนาดยาว 5 ฟุต ใช้พลังงานไฟฟ้าและใช้ relay แทนเฟือง แต่ยังทำงานได้ช้าคือใช้เวลาประมาณ 3-5 วินาทีสำหรับการคูณ
การพัฒนาที่สำคัญกับ Mark I ได้เกิดขึ้นปี 1946 ดดย Jonh Preper Eckert, Jr. และ Dr. Jonh W.Msuchly จาก University of Pennsylvnia ได้ออกแบบสร้างเครื่อง ENIAC ( Electronic Numeric Integator and Calcuator ) ซึ่งทำงานได้เร็วอยู่ในหน่วยของหนึ่งส่วนล้านวินาที ในขณะที่ Mark I ทำงานอยู่ในหน่วยของหนึ่งส่วนพันล้านเท่า โดยหัวใจของความสำเร็จนี้อยู่ที่การใช้หลอดสูญญากาศมาแทนที่ relay นั่นเอง และถัดจากนั้น Mauchly และ Eckert ก็ทำการสร้าง UNIVAC ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการค้าเครื่องแรกของโลกการพัฒนาที่สำคัญได้เกิดขึ้นมาอีก เมื่อ Jonh von Neumann ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของโครงการ ENIAC ได้เสนอแผนสำหรับคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่จะทำการเก็บโปรแกรมไว้ในหน่วยโปรแกรมไว้ในหน่วยความจำที่เหมือนกับที่เก็บข้อมูล ซึ่งพัฒนาการนี้ทำให้สามารถเปลี่ยนวงจรของคอมพิวเตอร์ได้โดยอัตโนมัติแทนที่จะต้องทำการเปลี่ยนสวิชต์ด้วยมือเหมือนช่วงก่อน นอกจากนี้ Dr. Von neumann ยังได้นำระบบเลขฐานสองมาใช้ในคอมพิวเตอร์ซึ่งหลักการต่างๆเหล่านี้ได้ทำให้เครื่อง IAS ที่สร้างโดย Dr. von Neumann เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เอนกประสงค์เครื่องแรกของโลก เป็นการเปิดศักราชของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริงและยังได้เป็นบิดาคอมพิวเตอร์คนที่ 2



3.ชนิดของคอมพิวเตอร์
ชนิดของคอมพิวเตอร์นั้น แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ
1.Super Computer คอมพิวเตอร์ชนิดนี้ใช้กันมากในงานด้านวิทยาศาสตร์ เช่น การพยากรณ์อากาศ การวิจัยทางด้านสาธารณสุข โครงการยานอวกาศ


super coomputer

2.Mainframes Computer คอมพิวเตอร์ชนิดนี้ใช้กันมากในวงการธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพื่อใช้ในงานประมวลผลข้อมูลในลักษณะที่เรียกว่าการเข้าสู่ส่วนกลาง (Centralization)


mainframe computer

3.Mini Computer ธุรกิจที่ใช้มินิคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะได้แก่
3.1) ธุรกิจขนาดเล็กจะใช้มินิคอมพิวเตอร์เป็นระบบคอมพิวเตอร์หลักสำหรับงานทั่วๆ ไปในธุรกิจ

3.2) ธุรกิจขนาดใหญ่จะใช้มินิคอมพิวเตอร์สำหรับงานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการลดงานของเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ ได้แก่ การใช้มินิคอมพิวเตอร์ในการจัดทำข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (EDITING) เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่จะส่งไปประมวลผลที่เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นั้น เป็นข้อมูลที่ถูกต้องแน่นอนแล้ว


4.Micro Computer ใช้กันอย่างกว้างขวางตามบ้าน ในสำนักงาน ในธุรกิจขนาดเล็กแม้กระทั่งในสถาบันการศึกษา เพื่อใช้เป็นเครื่องช่วยการเรียนการสอน การที่นำเอาไมโครคอมพิวเตอร์มาใช้กันมากในธุรกิจขนาดเล็กนั้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเสียค่าใช้จ่ายสูง ในการที่ต้องซื้อหรือเช่าระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มาใช้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นร้านค้าปลีกที่จะใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการบันทึกรายละเอียดสินค้าคงเหลือ และทำบัญชีต่างๆ นอกจากนี้นยังอาจนำไปใช้ในการเล่นเกม บันทึกความจำ เช่น การนัดหมาย หมายเลขโทรศัพท์และใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารโดยใช้ระบบไทม์แรชริ่ง (Time-Sharing) ด้วยก็ได้



วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2551